Home page

Tuesday, 8 July 2014

มาพบกับ 10 สุดยอดประเทศที่นักศึกษาชอบไปเรียนต่อ

เรียนต่างประเทศ ไหนดีวันนี้มีคำตอบ

20140705-1404573776.4363-8

อันดับ 1 สหรัฐอเมริกา ลดจากปี 2009 ถึง 6.6 เปอร์เซ็นต์
อันดับ 2 สหราชอาณาจักร ลดจากปี 2009 ถึง 8.1 เปอร์เซ็นต์
อันดับ 3 แคนาดา ลดจากปี 2009 ถึง 5.8 เปอร์เซ็นต์
อันดับ 4 เยอรมนี เพิ่มจากปี 2009 ถึง 8.9 เปอร์เซ็นต์
อันดับ 5 ออสเตรเลีย ลดจากปี 2009 ถึง 6.3 เปอร์เซ็นต์
อันดับ 6 ฝรั่งเศส เพิ่มจากปี 2009 ถึง 2.2 เปอร์เซ็นต์
อันดับ 7 สวิตเซอร์แลนด์ เพิ่มจากปี 2009 ถึง 5.8 เปอร์เซ็นต์
อันดับ 8 เนเธอร์แลนด์ เพิ่มจากปี 2009 ถึง 4.4 เปอร์เซ็นต์
อันดับ 9 สวีเดน เพิ่มจากปี 2009 ถึง 3.2 เปอร์เซ็นต์
อันดับ 10 สเปน ลดจากปี 2009 ถึง  2.8 เปอร์เซ็นต์

จากกราฟจะพอสังเกตได้ว่า ความนิยมในการไปเรียนต่อในอเมริกา อังกฤษ หรือออสเตรเลียจะค่อนข้างลดลง และนักศึกษาจะเน้นไปเรียนต่อกันที่ประเทศแถบยุโรปกันแทนนะครับ ซึ่งจะด้วยเรื่องปัจจัยทางด้านเศรษฐกิจ ค่าครองชีพ ค่าเล่าเรียน และคุณภาพชีวิตที่ดีกว่านั่นเอง

หวังว่านี่ก็จะเป้นข้อมูลที่จะช่วยเพื่อนๆ ที่ยังตัดสินใจว่าจะไปเรียนต่อกันที่ไหนยังไม่ได้นะครับ จะได้ไม่ตัดสินใจพลาดกันจ้า แล้วมาพบกับข้อมูลดีๆ แบบนี้ได้ใหม่กับ ScholarShip.in.th นะจ๊ะ

เคล็ดลับความจำ!! สอนเทคนิค...ทำอย่างไรให้สมอง ‘จำได้ไว-จำได้เก่ง’ กว่าผู้อื่น

1.เริ่มที่การเตรียมตัว
ก่อนจะมีทักษะการจำระดับเทพ การเตรียมตัวถือเป็นกุญแจสำคัญ ซึ่งกูรูต่างประเทศแนะนำว่าขณะฝึกเราควรหาสถานที่ที่มีสิ่งรบกวนน้อยจะช่วยได้มาก อีกทั้งการดื่มน้ำชาก็ช่วยได้เช่นกัน เพราะชามีส่วนผสมที่ช่วยบำรุงความจำ
 
2.บันทึกสิ่งที่คุณต้องการจำ
หากต้องการจะจำบทเรียนในห้อง ให้อัดเสียงไว้แบบละเอียด จากนั้นเปิดฟังไปเรื่อยๆ สมองของคุณก็จะซึมซับข้อมูลไว้  ซึ่งวิธีนี้เหมาะสำหรับคนที่ชอบเรียนรู้ด้วยการฟัง
 
3.จดแหลก
ขณะที่คุณพยายามจำอะไรสักอย่าง ให้เขียนข้อมูลที่คุณพอจะจำได้ทั้งหมดออกมา เพราะมันจะช่วยเราสร้างความคุ้นเคย และเมื่อเราเริ่มจำข้อมูลนั้นอีกครั้งจะทำให้เราจำได้ไวขึ้น
 
4.แบ่งหมวดหมู่ของสิ่งที่จด
การแบ่งหมวดหมู่ในโน้ต จะช่วยจัดระเบียบความคิด ซึ่งจะทำให้เราจดจำได้ดียิ่งขึ้นขณะทบทวน นอกจากนี้การใช้สีช่วยไฮไลท์ก็ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพความจำเช่นกัน
 
5.การทบทวนช่วยให้จำเก่งขึ้น
การหมั่นทบทวนจะทำให้สมองคุ้นเคยกับข้อมูลและจดจำได้แม่นยำ อีกทั้งยังทำให้ความทรงจำระยะสั้นดีขึ้น แต่สิ่งที่ต้องจำไว้คือควรทบทวนทีละประเด็น จนมั่นใจว่าจำได้ จึงค่อยจำเรื่องอื่นต่อ เพราะถ้าฝืนเหมารวมจะทำให้เราจำอะไรได้น้อยมาก
 
6.เขียนออกมาจากความทรงจำ
เมื่อเริ่มจำข้อมูลได้แล้ว ให้ถ่ายทอดออกมาโดยการเขียน  ซึ่งเทคนิคนี้จะช่วยให้สมองซึมซับข้อมูลได้แม่นยิ่งขึ้น ในแบบที่คุณเองก็คาดไม่ถึงเลยล่ะ

7.สอนสิ่งที่รู้ให้ผู้อื่น (หรือแม้กระทั่งตัวเอง)
นี่คืออีกสุดยอดเทคนิค ที่คนจำเก่งนิยมทำ นั่นคือพวกเขาสอนหรือติวข้อสอบให้เพื่อนๆ เพราะการทำเช่นนี้จะช่วยให้สมองเข้าใจข้อมูลแบบละเอียดยิบ เพราะได้ฝึกปฏิบัติจริง อีกทั้งยังได้มิตรภาพ
 
8.ฟังเทปซ้ำ ขณะมีเวลาว่าง
กูรูต่างประเทศแนะว่า หากมีเวลาว่างอย่าปล่อยไปอย่างไร้ประโยชน์ เพราะไม่ว่าตอนซักผ้า หรือนั่งเล่นชิลๆ คุณก็สามารถเปิดเทปทบทวนซ้ำได้ ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพสมองในการจำ
 
9.พักซะบ้างนะ อย่าโหมหนัก
หลังฝึกหนักจนแทบอ้วก ก็อย่าลืมหาเวลาพักผ่อนบ้าง โดยไม่จำเป็นต้องคิดถึงบทเรียน หรือข้อมูลต่างๆ ฃึ่งบางทีการได้ผ่อนคลายบ้างก็จะทำให้คุณตระหนักอีกด้วยว่า มีจุดไหนบ้างที่ควรแก้ไข


ที่มา: lifehack

ฝึกภาษาอังกฤษทุกวันน่ะค่ะ

1 .ต้องขยันฟังเพลงที่เป็นภาษาอังกฤษ ครั้งแรกก็ฟังแบบช้าก่อนน่ะค่ะ จากนั้นค่อยเพิ่มดิกรีความมันค่ะ นอกจากฟังแล้ว ฝึกร้องตามด้วยล่ะ
2. นอกจากเพลงแล้วอาจจะวิดิโออะไรก็ได้ที่ชอบที่เป็นภาษาอังกฤษ อย่างศร จะชอบการแต่งหน้าทำผม ทำอาหาร 555 อะไรประมาณนี้ค่ะ ดูแล้วมีความสุข
3. ฝึกใช้ภาษาทุกวัน ใช้เท่าที่รู้ หมายถึงมีคำศัพท์กี่คำ ก็ดึงมันมาพูดบ่อยๆค่ะ จากนั้นค่อยเพิ่มคำศัพท์เข้าไปค่ะ วันล่ะนิด วันล่ะหน่อย ที่บอกนี้ ให้พูดคนเดียวค่ะ ถ้าไม่มีเพื่อนคุย จบปิ้ง!
4. ดูหนังที่ชอบ
5. ฟังข่าว CNN BBC บ้างจ่ะ
6. ให้ความสำคัญกับแกรมม่าด้วยน่ะค่ะ ลองไปฝึกกันดูน่ะค่ะ 

7 ข้อดีในการเรียนหลายๆภาษา ที่ไม่เคยรู้มาก่อน


1

1. ทำให้เราฉลาดขึ้นกว่าเดิม
การเรียนรู้ภาษาใหม่ ทำให้สมองเราได้ทำงานและแก้ไขปัญหา ทั้งการเรียนรู้จดจำ การแปลความหมาย รูปแบบประโยคที่ต่างกัน ทำให้นักเรียนที่รู้หลายภาษามีโอกาสทำคะแนนในวิชาอื่นๆดีกว่านักเรียนที่รู้เพียงภาษาเดียวด้วย

2. ช่วยในการทำงานหลายๆอย่างพร้อมกัน
คนที่สามารถเรียนรู้หลายภาษา จะมีความสามารถในการทำงานได้พร้อมกัน รวมถึงสามารถรับรู้ถึงสถานการณ์ต่างๆรอบตัวได้อย่างดี เป็นผลจากการฝึกเรียนรู้การพูด ฟัง เขียน ในรูปแบบที่ต่างกันนั่นเอง ผลวิจัยยังพบว่าคนที่รู้หลายภาษา ขับรถได้ผิดพลาดน้อยกว่าด้วยนะเออ…

2

3. ลดความเสี่ยงของการเป็นโรคอัลไซเมอร์
เปรียบเทียบข้อมูลผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์ ซึ่งคนที่เรียนรู้ภาษาเดียวจะเป็นอัลไซเมอร์เฉลี่ยที่อายุ 71.4 ปี แต่คนที่มีความรู้หลายภาษา จะสามารถยืดความทรงจำดีๆไปได้ถึง 75.5 ปี

4. เพิ่มความทรงจำ
การศึกษาพบว่าการใช้งานสมองเรียนภาษาใหม่ จะทำให้เกิดการจดจำบ่อยๆ สามารถช่วยเพิ่มพื้นที่เก็บความทรงจำให้เราได้มากขึ้น เช่นเดียวกับฝึกวิดพื้นบ่อยๆแล้วแขน หรือร่างกายช่วงบนจะแข็งแรงขึ้นนั่นเอง

3

5. เสริมความสามารถ ในการรับรู้แยกแยะข้อมูล
มหาวิทยาลัยในสเปน พบว่าการเรียนรู้หลายภาษา ช่วยให้เรามีความสามารถในการแยกแยะข้อมูล กลั่นกรองถึงความถูกต้อง รวมถึงคนที่มีความสามารถในภาษาต่างๆ จะมีโอกาสวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้มาผิดพลาดน้อยกว่าคนที่ใช้ภาษาเดียว

6. เพิ่มความสามารถในการตัดสินใจ
มหาวิทยาลัยชิคาโก้ ในสหรัฐอเมริกา ระบุว่าการรับรู้คำศัพท์ใหม่ๆ จะช่วยให้ผู้ใช้สามารถเลือกใช้คำศัพท์ได้ดีขึ้น ส่งผลถึงความสามารถในการตัดสินใจที่เพิ่มมากขึ้น ช่วยให้เลือกทำสิ่งต่างๆ ได้เป็นอย่างดีอีกด้วย

4

7. ใช้ภาษาหลักได้เก่งกว่าเดิม
การเรียนรู้ภาษาใหม่ๆ ทำให้เราจับรูปแบบภาษาหลายๆภาษาทั่วโลก ซึ่งล้วนแต่มีรากมาจากการพูดเดียวกัน เพราะฉะนั้นจึงส่งผลทางอ้อมให้สามารถใช้ภาษาหลักของเราได้ดีกว่าเดิม เป็นประโยชน์ที่ได้รับจากการเรียนอีกอย่างหนึ่ง

ไม่น่าเชื่อนะครับว่าการเรียนภาษาเพิ่มหลายๆ ภาษาจะมีผลดีขนาดนี้ รู้อย่างนี้แล้วลองหาภาษาที่ 3 หรือ 4 เรียนกันสักหน่อยนะครับ มีประโยชน์แน่นอน อิอิ แล้วมาพบกับสาระดีๆ แบบนี้ได้ใหม่กับ ScholarShip.in.th นะครับ
Source: TeLeGraph

Sunday, 15 June 2014

ให้กำลังใจคนล่าฝัน

              ทุกคนล้วนแต่มีจุดด้อยซ่อนอยู่ มีไม่กี่คนหรอกที่จะกล้ายอมรับมัน มันอาจทำให้เราเจ็บปวด และร้องไห้  รู้ไหม เมื่อเรารู้ว่าเราด้อยตรงไหน เราต้องรีบจัดการกับมัน จงรีบพัฒนามันและจัดการกับมันซะ ก่อนที่มันจะไปทำลายอนาคต ทำทายความรัก ทำลายงานของคุณ จงรีบพัฒนามัน ก่อนที่คนอื่นจะรู้ว่ามันคือจุดด้อยของคน เพราะฉันเชื่อว่า ไม่มีสักกี่คนอื่นที่จะยอมรับมันได้ด้วยใจที่บริสุทธ์ ทุกคนล้วนแล้วแต่มีจิตที่โหดร้ายซ่อนไว้ภายใน             ทุกคนค่ะ เริ่มตั้งแต่วันนี้ด้วยใจจริง ด้วยใจที่ศรัทธา ด้วยใจที่เชื่อมัน ด้วยความหวัง ด้วยความฝัน ด้วยจุดมุ่งหมาย ไม่มีใครทำไม่ได้ จะมีก็แค่พวกที่คิด และคิด แต่ไม่เคยลงมือทำ ใช้แค่ความคิด มีความสุขกับความคิด จิตใจเลื่อนลอย จุดมุ่งหมายเลือ่นลอย ทำมันซะเถิด
            นี่พูดจริงๆน่ะ อยากให้ลงมือทำ อย่ากลัวกลับการทำอะไรใหม่ๆ บางครั้งมันอาจดีกว่าที่เป็นก็ได้ ขอแค่ลอง ลอง ลอง ลองดูซักตั้ง เพราะถ้าไม่ทำอย่างนี้เราก็จะอยู่แค่นี้ตลอดไป อาจอยู่แค่นี้ไปจนตายเลยและก็ไม่มีอะไรดีขึ้น
              คิดดูให้ดีน่ะ เวลาช่างเดินเร็ว ชีวิตคนคนหนึ่งช่างสั้นนัก อย่าให้เวลาเสียเปล่าเลย
              เป็นกำลังใจให้ทุกคนน่่ะ

Wednesday, 11 June 2014

ภาษาบอกรัก ฉบับอาเซียน Love ASEAN Language

บทความนี้ผมเลยมี วิธีพูดคำว่า “ฉันรักเธอ” เป็นภาษาในประเทศสมาชิกอาเซียน มาฝากกัน เผื่อว่าใครจะเอาไปใช้จีบสาวๆหรือหนุ่มๆ จากแต่ละประเทศอาเซียนได้ครับ

aec2

1. ภาษาบรูไน - ซายาจินตากันมู (Saya cintakan mu)
2. ภาษากัมพูชา - บองสรันโอน (Bon sro lahn oon)
3. ภาษาอินโดนีเซีย – ซายาจินตาปาดามู (Saya cintapada mu)
4. ภาษาลาว – ข้อยฮักเจ้า (Khoi Hak Jao)
5. ภาษามาเลเซีย – ซายาจินตามู (Saya cinta mu)
6. ภาษาฟิลิปปินส์ – มาฮัลกะตา (Mahal kata)
7. ภาษาสิงคโปร์ – ไอเลิฟยู (I love you)
8. ภาษาไทย – ฉันรักเธอ (Chan Rak Ter)
9. ภาษาเวียดนาม – ตอยยิ่วเอ๋ม (Toi yue em)
10. ภาษาพม่า – จิตพาเด (chit pa de)

aec1

เป็นยังไงครับ ไม่ยากเลยใช่ไหมหล่ะ เพียงเท่านี้เพื่อนๆก็จะมีคำที่ใช้บอกรักคนในชาติอาเซียนแต่ละชาติแล้ว อย่างไรก็ตามนอกจากคำบอกรักแล้ว เพื่อนๆก็ควรจะฝึกคำอื่นๆด้วยนะครับ เพราะว่า คำว่ารักคงยังไม่พอ เธอคงไม่รับฟังง
ข้อมูลจาก: Mthai

Sunday, 15 September 2013


English On Monday at my school. Every Money student should be speaking English. This 's good project for Thai  students.

Saturday, 31 August 2013

5 Speaking Rules you need to know!

1. Don't study grammar too much

This rule might sound strange to many ESL students, but it is one of the most important rules. If you want to pass examinations, then study grammar. However, if you want to become fluent in English, then you should try to learn English without studying the grammar. 

Studying grammar will only slow you down and confuse you. You will think about the rules when creating sentences instead of naturally saying a sentence like a native. Remember that only a small fraction of English speakers know more than 20% of all the grammar rules. Many ESL students know more grammar than native speakers. I can confidently say this with experience. I am a native English speaker, majored in English Literature, and have been teaching English for more than 10 years. However, many of my students know more details about English grammar than I do. I can easily look up the definition and apply it, but I don't know it off the top of my head. 

I often ask my native English friends some grammar questions, and only a few of them know the correct answer. However, they are fluent in English and can read, speak, listen, and communicate effectively. 

Do you want to be able to recite the definition of a causative verb, or do you want to be able to speak English fluently? 

2. Learn and study phrases

Many students learn vocabulary and try to put many words together to create a proper sentence. It amazes me how many words some of my students know, but they cannot create a proper sentence. The reason is because they didn't study phrases. When children learn a language, they learn both words and phrases together. Likewise, you need to study and learn phrases. 

If you know 1000 words, you might not be able to say one correct sentence. But if you know 1 phrase, you can make hundreds of correct sentences. If you know 100 phrases, you will be surprised at how many correct sentences you will be able to say. Finally, when you know only a 1000 phrases, you will be almost a fluent English speaker. 

The English Speaking Basics section is a great example of making numerous sentences with a single phrase. So don't spend hours and hours learning many different words. Use that time to study phrases instead and you will be closer to English fluency. 

Don't translate 

When you want to create an English sentence, do not translate the words from your Mother tongue. The order of words is probably completely different and you will be both slow and incorrect by doing this. Instead, learn phrases and sentences so you don't have to think about the words you are saying. It should be automatic. 

Another problem with translating is that you will be trying to incorporate grammar rules that you have learned. Translating and thinking about the grammar to create English sentences is incorrect and should be avoided. 

3. Reading and Listening is NOT enough. Practice Speaking what you hear!

Reading, listening, and speaking are the most important aspects of any language. The same is true for English. However, speaking is the only requirement to be fluent. It is normal for babies and children to learn speaking first, become fluent, then start reading, then writing. So the natural order is listening, speaking, reading, then writing. 

First Problem
Isn't it strange that schools across the world teach reading first, then writing, then listening, and finally speaking? Although it is different, the main reason is because when you learn a second language, you need to read material to understand and learn it. So even though the natural order is listening, speaking, reading, then writing, the order for ESL students is reading, listening, speaking, then writing. 

Second Problem
The reason many people can read and listen is because that's all they practice. But in order to speak English fluently, you need to practice speaking. Don't stop at the listening portion, and when you study, don't just listen. Speak out loud the material you are listening to and practice what you hear. Practice speaking out loud until your mouth and brain can do it without any effort. By doing so, you will be able to speak English fluently. 

4. Submerge yourself

Being able to speak a language is not related to how smart you are. Anyone can learn how to speak any language. This is a proven fact by everyone in the world. Everyone can speak at least one language. Whether you are intelligent, or lacking some brain power, you are able to speak one language. 

This was achieved by being around that language at all times. In your country, you hear and speak your language constantly. You will notice that many people who are good English speakers are the ones who studied in an English speaking school. They can speak English not because they went to an English speaking school, but because they had an environment where they can be around English speaking people constantly. 

There are also some people who study abroad and learn very little. That is because they went to an English speaking school, but found friends from their own country and didn't practice English. 

You don't have to go anywhere to become a fluent English speaker. You only need to surround yourself with English. You can do this by making rules with your existing friends that you will only speak English. You can also carry around an iPod and constantly listen to English sentences. As you can see, you can achieve results by changing what your surroundings are. Submerge yourself in English and you will learn several times faster. 

TalkEnglish Offline Version is now ready for download. In this package, you can utilize over 8000 audio files to completely surround yourself in English. There are over 13.5 hours of audio files that are not available in the web form. All conversations and all sentences are included, so even if you don't have many English speaking friends, you can constantly surround yourself in English using your MP3 player. This package is available at the English Download page. Take advantage of this opportunity and start learning English faster. Click on the link or go tohttp://www.talkenglish.com/english-download.aspx

5. Study correct material

A common phrase that is incorrect is, "Practice makes perfect." This is far from the truth. Practice only makes what you are practicing permanent. If you practice the incorrect sentence, you will have perfected saying the sentence incorrectly. Therefore, it is important that you study material that is commonly used by most people. 

Another problem I see is that many students study the news. However, the language they speak is more formal and the content they use is more political and not used in regular life. It is important to understand what they are saying, but this is more of an advanced lesson that should be studied after learning the fundamental basics of English. 

Studying English with a friend who is not a native English speaker is both good and bad. You should be aware of the pros and cons of speaking with a non native speaking friend. Practicing with a non native person will give you practice. You can also motivate each other and point out basic mistakes. But you might pick up bad habits from one another if you are not sure about what are correct and incorrect sentences. So use these practice times as a time period to practice the correct material you studied. Not to learn how to say a sentence. 

In short, study English material that you can trust, that is commonly used, and that is correct. 

Summary 

These are the rules that will help you achieve your goal of speaking English fluently. All the teachings and lessons on TalkEnglish.com follow this method so you have the tools you need to achieve your goal right here on TalkEnglish.com. 
Thank you for information http://www.talkenglish.com/ExtraLessons/SpeakingRules.aspx

Saturday, 13 July 2013

ทำไมโรงเรียนในญี่ปุ่น ถึงต้องให้เด็กเดินไปโรงเรียนเอง ห้ามพ่อแม่ไปส่ง !?

หลายคนอาจจะเคยเห็นเด็กนักเรียนญี่ปุ่นเดินไปโรงเรียนกันเป็นกลุ่ม มีเด็กโตคอยจูงมือเด็กเล็ก เรียงแถวกันไปอย่างน่ารัก ซึ่งเป็นภาพที่เราเห็นได้ทั่วไป และในการ์ตูนญี่ปุ่นหลายๆเรื่องเองก็เป็นแบบนี้

japan-student

สาเหตุที่หลายโรงเรียน กำหนดให้เด็กต้องเดินไปเรียนเอง และห้ามให้ผู้ปกครองขับรถไปส่ง (ปกติคนญี่ปุ่นจะส่งลูกเรียนโรงเรียนใกล้บ้านอยู่แล้ว ถ้าใครส่งลูกเรียนไกลก็ต้องรับผิดชอบเอง) ไม่ว่ามีฐานะดีหรือจน ก็ต้องเดินไปโรงเรียนประมาณ 2-3 กิโลเมตรใกล้บ้าน
การให้เด็กได้เดินไปโรงเรียนเองนี้ ก็เลยเกิดข้อดีขึ้นมากับชีวิตนักเรียนญี่ปุ่นหลายอย่าง เช่น

japan-student2
- แก้ปัญหาการจราจรยามเช้า บริเวณโรงเรียน ที่ผู้ปกครองจะมาส่งลูกๆ
ลดภาระของผู้ปกครอง ตอนเช้าไม่ต้องไปส่งลูกที่โรงเรียน
- ส่งเสริมความสัมพันธ์ให้เด็กๆในละแวกบ้านเดียวกันได้รู้จักกัน ช่วยเหลือกัน ไม่ทิ้งกัน ด้วยการให้เด็กโตดูและเด็กเล็กเอง และไปโรงเรียนด้วยกัน

japan-student3

- สอนความตรงต่อเวลา ถ้าเด็กคนไหนช้า เพื่อนๆก็จะต้องรอหน้าบ้านจนกว่าจะลงมาแล้วเดินไปพร้อมกัน เพราะใครก็คงไม่อยากให้เพื่อนรอ
- เสริมสร้างความรับผิดชอบ ของเด็กโตกว่า ที่จะต้องดูและเด็กเล็กทั้งขาไปและขากลับ
- บางครั้งจะเห็นครูหรือตัวแทนผู้ปกครอง ผลัดกันมายืนดูแลตามสี่แยกหลักๆ ทางข้ามถนน หรือทางม้าลาย

japan-student4

จะเห็นได้ว่า เพียงแค่การเปลี่ยนให้เด็กนักเรียนเดินไปโรงเรียน ก็จะได้อะไรดีๆหลายอย่าง ทั้งการพัฒนาการของเด็ก เสริมสร้างความรับผิดชอบ มีน้ำใจ อดทน รู้จักช่วยเหลือซึ่งกันและกัน

japan-student5
ขณะเดียวกันช่วยเสริมสร้างความสามัคคีทั้งเด็กนักเรียน พ่อแม่ผู้ปกครอง และครูอาจารย์ ทำให้สังคมญี่ปุ่นมีความรักกัน รู้จักทำงานเป็นทีม และเกิดความสามัคคี ช่วยกันพัฒนาประเทศในที่สุด….
ที่มา: Phra Paisal Visalo

Sunday, 23 June 2013

แนะนำกฎ 10 ข้อ ในการฝึกภาษาอังกฤษ ให้เก่งขึ้นอย่างเห็นผลได้ชัด


ปัญหาเรื่องภาษาอังกฤษนั้นเป็นปัญหาที่หลายๆคนกำลังเผชิญอยู่ และหลายคนที่เริ่มอยาจกะฝึกภาษาก็อยากจะรู้วิธีฝึกให้ได้ผลเร็วๆ ซึ่งทาง WeGoInter.com ก็อยากจะมาแนะนำกัน
ถึงแม้อาจจะไม่ได้ทำให้เห็นผลเร็วมากๆ แต่รับรองว่าถ้าเพื่อนๆทำตามกฎทั้ง 10 ข้อในการฝึกภาษาอังกฤษนี้ล่ะก็ จะต้องมีการพัฒนาขึ้นอย่างเห็นผลแน่นอน

english

ข้อ 1 แบ่งเวลามาฝึกภาษาอังกฤษ
ข้อแรกและสำคัญที่สุดคือ เราต้องจัดสรรตารางเวลาในชีวิตประจำวันใหม่ แบ่งเวลามาใช้เรียนภาษา หรือฝึกฝนทักษะทางภาษาให้ได้ก่อน
ข้อ 2 อ่าน อ่าน และอ่านหนังสือภาษาอังกฤษ 
เราต้องเริ่มหาหนังสือภาษาอังกฤษมาอ่าน (ยุคนี้อาจจะเป็นการอ่านบทความ หรือข่าวในอินเตอร์เน็ต) ใครที่บอกว่ายากเกินไปจะเริ่มต้นจากหนังสืออ่านเล่นของเด็กๆ ก็ไม่เห็นผิดอะไร

english2

ข้อ 3 ใช้ดิคชันนารีให้น้อย เดาให้เยอะ
หลายครั้งที่อ่านหนังสือภาษาอังกฤษแล้วมีปัญหาไม่เข้าใจ ซึ่งเป็นเพราะว่าเราไม่รู้ว่าคำศัพท์แปลว่าอะไร ก็ลองจับใจความ หรือเดาจากประโยครอบๆ โดยลดการใช้ดิคชันนารีลง
ข้อ 4 กล้าพูดกับชาวต่างชาติ
คนไทยหลายคนเป็นโรค กลัวฝรั่ง เมื่อได้มีโอกาสพูดคุยกับชาวต่างชาติก็จะมีปัญหาไม่กล้าพูด กลัวผิด หรืออะไรก็แล้วแต่ ขอแนะนำให้หาโอกาสพูดคุยกับชาวต่างชาติบ่อยๆ สังเกตว่าคนอยู่ในแถบท่องเที่ยวมีฝรั่งเยอะๆ จะพูดเก่งนั่นเอง

english3

ข้อ 5 ทำตัวสบายๆ ไม่ต้องเกร็ง
การคุยกับชาวต่างชาติ ไม่มีใครที่จะตัดคะแนนเราถ้าเราพูดผิด เพราะฉะนั้นทำตัวสบายๆ ไม่ต้องเกร็ง ไม่รู้หรือคิดไม่ออกก็ใช้ภาษามือเข้าไปด้วย ทุกคนพร้อมจะช่วยทำความเข้าใจ
ข้อ 6 อย่ากลัวการพูดผิด
นั่นแหละ การพูดผิดไม่ได้ทำให้อะไรแย่ลง อาจจะทำให้การสนทนาลำบาก ติดขัด และล่าช้าไปบ้าง แต่ชาวต่างชาติก็จะเข้าใจว่านี่คือภาษาที่สองของเรา ไม่ใช่ภาษาหลัก และพยายามช่วยเราสื่อสาร

english4

ข้อ 7 ใช้คำศัพท์ง่ายๆ
หลายคนชอบใช้คำศัพท์ยากๆ เพราะว่าจะดูมีความรู้ หรือดูดี แต่เราไม่จำเป็นต้องทำแบบนั้น การใช้คำง่ายๆที่มีความหมายไม่ซับซ้อนในช่วงแรก เหมือนที่เราพูดภาษาไทยในทุกๆวัน จะทำให้เราสื่อสารด้วยภาษาอังกฤษได้ง่ายขึ้น
ข้อ 8 ฟังแล้วเลียนแบบ
นอกจากจะพูดแล้ว การสนทนากับชาวต่างชาติจะทำให้เราได้อีกทักษะ (ซึ่งช่วยได้มาก) นั่นก็คือการฟัง เราสามารถจำรูปแบบการพูด คำศัพท์ หรือน้ำเสียง มาปรับใช้พัฒนาทักษะภาษาเราได้

english5

ข้อ 9 ฟังไม่ทันบอกไปเลย ให้พูดช้าๆ
การพูดคุยกันถ้าเกิดฟังไม่ทันตรงไหน หรือฟังไม่รู้เรื่อง ก็สามารถบอกคู่สนทนาให้พูดอีกครั้ง หรือบอกให้พูดช้าลงได้ โดยไม่ต้องกลัวว่าเขาจะโกรธ ซึ่งที่จริงแล้วการแกล้งทำเป็นรู้เรื่องแต่จริงๆไม่ได้ฟังนั้นมันน่าโกรธมากกว่านะ
ข้อ 10 มองข้ามกฎบางข้อไปบ้าง
ในข้อสุดท้ายนี้ จะฝากไว้สำหรับคนที่พยายามจดจำกฎ หรือแกรมมาร์ทุกอย่าง อาจจะทำตัวสบายๆและยกเว้นกฎบางข้อ ไม่ต้องพะวงว่าจะใช้ถูกหรือผิด ไม่ได้เป็นการบอกให้ใช้ผิดๆ แต่เพื่อลดความยากและทำให้การพูดคุยลื่นไหลขึ้น

english6

เพื่อนๆชาว WeGoInter.com ก็ลองเอาทั้ง 10 ข้อนี้ไปทำตามดู และหมั่นฝึกฝนอยู่สม่ำเสมอ รับรองว่าจะต้องเก่งเรื่องภาษาขึ้นมาอย่างเห็นผล ขอเป็นกำลังใจให้ทุกๆคนเลยนะ…..
ภาพประกอบจากเน็ต
from

Saturday, 22 June 2013

Are our cover?

Can you remembered me? It's funny and enjoys. 
Thai Students ;My students : Wattpradoonaithongthom School.

Tuesday, 13 November 2012

บางครั้งการเป็นครูก็ไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด มันต้องทำอะไรหลายๆอย่าง เพื่อที่จะเอาชนะตัวเอง และตัวเด็กให้ได้ สู้ๆค่ะ สำหรับคนที่อยากเป็นครูอย่างแท้จริง ในทุกวันนี้เราต้องใช้ความพยายามอย่างมากในการสอนและพัฒนาเขา มิใช่แค่ทำไปเพียงเพราะอาชีพบับบังคับ

Saturday, 7 January 2012

ครูพันธุ์ใหม่ส่อเค้าเป็นหมันไร้คนสานต่อ


ครูพันธุ์ใหม่ส่อเค้าเป็นหมันไร้คนสานต่อ

นักศึกษาครูทวงถามการให้ทุนครูพันธุ์ใหม่ปี 2554 หึ่ง บิ๊ก ศธ. เมินพิจารณางบประมาณโครงการครูพันธุ์ใหม่ในปี 2555 

เมื่อวันที่ 13 ธ.ค. รศ.ดร.สมบัติ นพรัก ประธานสภาคณบดีคณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์แห่งประเทศไทย(ส.ค.ศ.ท.)เปิดเผยว่า จากการประชุม ส.ค.ศ.ท. เมื่อเร็วๆนี้ ที่ประชุมได้รับทราบปัญหากรณีการจัดสรรทุนโครงการผลิตครูการศึกษาขั้นพื้นฐานปริญญาตรี (หลักสูตร 5 ปี) หรือ โครงการครูพันธุ์ใหม่ ซึ่งเป็นโครงการต่อเนื่องที่ได้ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2552 โดยการให้ทุน 2  ประเภท คือ 1.ให้ทุนการศึกษาและประกันการมีงานทำ หรืออัตราบรรจุเมื่อสำเร็จการศึกษา และ 2.ให้เฉพาะอัตราบรรจุเมื่อสำเร็จการศึกษา แต่จนถึงขณะนี้ในส่วนของปีการศึกษา 2554 ยังไม่มีความคืบหน้าเกี่ยวกับการพิจารณาทุนครูพันธุ์ใหม่ ทั้งในส่วนทุนที่ให้แก่นิสิต นักศึกษาครูที่กำลังเรียนชั้นปีที่ 4 และนิสิต นักศึกษาระดับประกาศนียบัตรบัณฑิต ทำให้ทางสถาบันต่างๆ ต้องคอยตอบคำถามนิสิต นักศึกษาตลอดเวลา และหากยังไม่มีคำตอบนิสิต นักศึกษาอาจจะมาทวงถามความคืบหน้าด้วยตนเอง ซึ่งสภาคณบดีฯไม่ประสงค์ให้เป็นเช่นนั้น จึงมีมติให้ติดตามสอบถามความคืบหน้าของโครงการทุนครูพันธุ์ใหม่ จากนายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.)

“สำหรับการให้ทุนโครงการครูพันธุ์ใหม่ในปี 2554 ประเภทให้เงินและอัตราบรรจุนั้น เนื่องจากรัฐบาลต้องใช้งบประมาณในการช่วยเหลือและฟื้นฟูหลังน้ำท่วมในหลายจังหวัด ดังนั้นอาจปรับเหลือเพียงให้อัตราบรรจุไม่ต้องให้เงินทุนการศึกษา แต่ขอให้คงจำนวนทุนทั้ง 2 ประเภทไว้ เพื่อให้เป้าหมายการผลิตครูเป็นไปตามแผนการผลิต ซึ่งสภาคณบดีฯไม่ติดใจเกี่ยวกับชื่อของโครงการฯ หาก รมว.ศธ.ต้องการปรับเปลี่ยนชื่อโครงการก็สามารถทำได้ แต่อยากให้มีวัตถุประสงค์เหมือนเดิม คือเพื่อผลิตครูที่มีคุณภาพ ได้คนดี คนเก่งเข้าไปเป็นครู”รศ.ดร.สมบัติ กล่าวและว่า หาก รมว.ศธ.ต้องการข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับโครงการทุนครูพันธุ์ใหม่ ทางสภาคณบดีฯ ยินดีที่จะเข้าพบและชี้แจงรายละเอียด เพื่อให้โครงการนี้สามารถดำเนินการได้บรรลุเป้าหมาย และเป็นฐานสำคัญในการพัฒนาคุณภาพนักเรียน และคุณภาพการศึกษาของชาติต่อไป

แหล่งข่าวจากสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา(สกอ.) เปิดเผยว่า สาเหตุที่การดำเนินโครงการครูพันธุ์ใหม่ต้องหยุดชะงักลง เนื่องจากคณะกรรมการบริหารโครงการฯ ซึ่งเดิมมีนายไชยยศ จิรเมธากร อดีต รมช.ศธ.เป็นประธาน และคณะกรรมการชุดต่างๆที่เกี่ยวข้อง ซึ่งแต่งตั้งโดยมติคณะรัฐมนตรี(ครม.)ได้หมดวาระลงตามรัฐบาล และเมื่อเปลี่ยนรัฐบาลใหม่นายวรวัจน์ ก็ไม่เคยหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาพิจารณา และไม่มีการตั้งคณะกรรมการบริหารโครงการฯชุดใหม่มาทำหน้าที่แทน ส่งผลให้รายชื่อนิสิต นักศึกษาที่ได้รับทุนบางส่วน ซึ่งคณะกรรมการคัดเลือกได้เสนอให้คณะกรรมการบริหารโครงการฯพิจารณาก็ต้องยุติไปด้วย นอกจากนี้งบประมาณโครงการครูพันธุ์ใหม่ในปี 2555 ที่ สกอ.เสนอไปก็ไม่ได้รับการพิจารณา ซึ่งอาจจะส่งผลให้ยุติการดำเนินโครงการครูพันธุ์ใหม่ไปโดยปริยาย.

ที่มา : นสพ.เดลินิวส์

Thursday, 5 January 2012

ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับ TOEFL

ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับ TOEFL 
IELTS คืออะไร
IELTS (International English Language Testing System) คือ การวัดระดับ ความสามารถทางภาษาอังกฤษสำหรับผู้สนใจทั่วไป โดยเฉพาะผู้ที่ต้องการไป ศึกษาต่อ หรือรับการฝึกอบรมใน ต่างประเทศ เช่น สหราชอาณาจักร ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ แคนาดา สหรัฐอเมริกา และผู้ที่มีความประสงค์จะย้ายถิ่นฐาน ไปยังประเทศออสเตรเลีย หรือนิวซีแลนด์

IELTS ทดสอบอะไรบ้าง
IELTS เป็นการทดสอบการใช้ภาษาอังกฤษทั้ง 4 ทักษะ คือ การฟัง การพูด การอ่านและ การเขียน ผู้สอบจะได้รับใบรายงานผลการสอบโดยแยกเป็น แต่ละส่วนทั้ง 4 ทักษะ ลักษณะของคะแนนในการสอบจะถูกแบ่งออกเป็น 9 ระดับ โดยเริ่มต้นที่ ตั้งแต่ระดับที่หนึ่งไปจนถึงระดับที่เก้า ซึ่งสามารถวัดระดับความรู้ความสามารถ ในการใช้ภาษาอังกฤษของผู้สอบได้อย่างถูกต้อง เช่น ระดับที่ 1 ผู้เข้ารับการทดสอบที่ได้คะแนนในระดับนี้จะหมายถึงผู้ที่ไม่สามารถใช้ภาษาอังกฤษได้เลย  ระดับที่ 9 ผู้เข้ารับการทดสอบที่ได้คะแนนในระดับนี้จะหมายถึงผู้ที่สามารถใช้ภาษาอังกฤษได้อย่างเหมาะสม ถูกต้อง และมีประสิทธิภาพ

ในการสอบ IELTS ข้อสอบจะแบ่งออกเป็น 2 แบบ คือ สำหรับผู้ที่ต้องการ จะสอบเพื่อนำผลไปสมัครเรียนต่อ และ สำหรับการฝึกอบรม ผู้เข้ารับการทดสอบ ทั้งสองแบบจะได้รับข้อสอบที่ใช้ในการทดสอบการฟังและการพูดฉบับเดียวกัน ส่วนการ ทดสอบการเขียนและการอ่านจะใช้ข้อสอบคนละแบบ แยกตามวัตถุประสงค์ของผู้เข้า รับการทดสอบ รูปแบบของการทดสอบแยกตามวัตถุประสงค์ของผู้เข้ารับการทดสอบ
1. เพื่อการศึกษาต่อ (ACADEMIC modules) เพื่อเป็นการทดสอบความพร้อมในการศึกษาต่อในต่างประเทศ ที่ต้องใช้ภาษาอังกฤษ ทั้งในระดับ ปริญญาตรี และปริญญาโท
2. เพื่อการฝึกอบรม (GENERAL TRAINING modules) เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการวัดความพร้อมเพื่อศึกษาต่อในระดับมัธยม การฝึกอบรมหรือ ทำงานในต่างประเทศที่ต้องใช้ภาษาอังกฤษ ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว ข้อสอบจะใช้วัดความรู้ภาษาอังกฤษ ในระดับพื้นฐาน และจะไม่ซับซ้อนเหมือนกับผู้ที่ต้องการวัดระดับความรู้เพื่อศึกษาต่อ และเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการย้ายถิ่นฐานไปยังประเทศนิวซีแลนด์ หรือ ออสเตรเลีย
iBT TOEFL คืออะไร
ตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2549 การสอบ TOEFL หรือ The Test of English as a Foreign Language ได้เปลี่ยนแปลงไป ทั้งรูปแบบการสอบ การคิดคะแนน และวิธีการสอบ   การสอบ TOEFL เป็นการสอบวัดความรู้ความสามารถทางภาษาอังกฤษสำหรับคนต่างชาติที่ไม่ได้มีภาษาอังกฤษเป็นภาษาแม่ เพื่อนำผลคะแนนไปยื่นกับสถาบันการศึกษาที่หมายตาเอาไว้   โดยใช้เป็นส่วนหนึ่งในคุณสมบัติที่ใช้สมัครเรียนระดับต่างๆ  ผลคะแนน TOEFL นั้น ไม่เฉพาะใช้สมัครเรียนในสถาบันการศึกษาที่เป็นระบบอเมริกันเท่านั้น ปัจจุบันประเทศต่างๆ กว่า 110 ประเทศ และสถาบันการศึกษากว่า 6,000 แห่งทั่วโลก ยอมรับผลคะแนน TOEFL  

การสอบ TOEFL ในอดีตประกอบด้วย 2 แบบ คือ สอบแบบที่ใช้กระดาษในการทำข้อสอบ (Paper-based Testing) และการสอบที่ใช้คอมพิวเตอร์ทำข้อสอบ (Computer-based Testing) กระทั่งปี 2005 ได้เปลี่ยนแปลงการสอบให้สอบผ่านอินเตอร์เน็ต (iBT TOEFL: Internet Base Test) โดยเลิกใช้การสอบทั้ง 2 แบบ

การสอบแบบ iBT TOEFL  เป็นการสอบทักษะภาษาอังกฤษแบบบูรณาการ เป็นการสอบที่ต้องใช้ทักษะภาษาอังกฤษทั้งการพูด ฟัง อ่าน และเขียนในการสอบ โดยการสอบแต่ละส่วนจะเชื่อมโยงกันทั้งหมด ผู้สอบต้องตั้งใจฟังสิ่งที่เขาพูดทั้งหมด เพราะหมายความว่าเราจะตอบ พูด หรือเขียนไม่ได้เลย ถ้าไม่ตั้งใจฟังตั้งแต่แรก 
สำหรับการสอบ TOEFL iBT จะใช้เวลาสอบประมาณ 4 ชั่วโมง โดยเน้นการวัดความรู้ทางภาษาอังกฤษในเชิงวิชาการ เพื่อใช้ความรู้ทางภาษาไปใช้ในการศึกษาต่อในระดับสูง โดยแบ่งเนื้อหาเป็น 4 ทักษะ ดังนี้
1. Reading เป็นทักษะที่ใช้วัดความเข้าใจของการอ่านในเชิงวิชาการของผู้สอบ โดยผู้สอบต้องตอบคำถามจากบทความ 3 บทความ ในแต่ละบทจะต้องตอบคำถาม 12-15 ข้อ ส่วนนี้ต้องทำข้อสอบรวมประมาณ 39-40 ข้อ
2. Listening เป็นทักษะที่ใช้วัดความเข้าใจในการฟังภาษาอังกฤษ ผู้สอบต้องฟังบทสนทนาในประเด็นทั่วไป 2 เรื่อง และการบรรยายในห้องเรียน 4 เรื่อง ต้องตอบคำถามจากสิ่งที่ได้ยินแต่ละบทบรรยายและเรื่องที่ได้ฟัง โดยส่วนนี้ต้องทำข้อสอบ 34-35 ข้อ
3. Speaking เป็นทักษะที่ใช้วัดความเข้าใจในการพูดภาษาอังกฤษเนื้อหาเชิงวิชาการ ผู้สอบต้องตอบคำถามด้วยการพูด รวม 6 ข้อ หลังจากอ่านบทความ และการฟังบรรยายในแต่ละประเด็น โดยแบ่งประเภทของคำถาม ดังนี้

-  คำถามที่ 1 และ 2 เป็นเรื่องราวที่ผู้สอบคุ้นเคย อาจเป็นประสบการณ์ หรือทัศนะส่วนตัว มีเวลาในการ เตรียมตอบคำถาม 15 วินาที และมีเวลาตอบคำถาม 45 วินาทีตในแต่ละข้อ
คำถามที่ 3 และ 4 ผู้สอบจะได้อ่านข้อความสั้นๆ ในประเด็นใดประเด็นหนึ่ง จากนั้นจะได้ฟังบทสนทนา หรือการบรรยายในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับบทความนั้นนั้น ผู้สอบต้องตอบคำถามจากสิ่งที่ได้อ่าน และฟัง โดยวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้มา และตอบคำถามที่เหมาะสม มีเวลาเตรียมตอบคำถาม 30 วินาที และตอบคำถาม 60 วินาทีในแต่ละข้อ
คำถามที่ 5 และ 6 ผู้สอบจะได้ฟังบทสนทนาเพื่อการวิเคราะห์ในเชิงวิชาการ หรือฟังบรรยายทางวิชาการ ผู้สอบต้องตอบคำถามจากสิ่งที่อ่าน และฟัง โดยการวิเคราะห์ สรุปข้อมูลที่ได้มา และตอบคำถามที่เหมาะสม มีเวลาเตรียมตัวตอบคำถาม 20 วินาที และมีเวลาตอบคำถาม 60 วินาทีในแต่ละข้อ

4.Writing เป็นทักษะที่ใช้วัดความเข้าใจในการเขียนในเชิงวิชาการ โดยผู้สอบต้องแสดงความสามารถในการใช้ภาษา และการคิดวิเคราะห์ การพัฒนาความคิดในประเด็นที่ได้อ่านจากข้อสอบ 2 ข้อ
คำถามที่ 1 ผู้สอบจะได้อ่านบทความทางวิชาการในเวลาประมาณ 3 นาที และฟังการบรรยายที่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่ได้อ่าน จากนั้นผู้สอบต้องสรุปบรรยาย หรือแสดงทรรศนะจากสิ่งที่ได้อ่าน และฟัง โดยต้องเขียน 150-220 คำ ในเวลา 20 นาที
คำถามที่ 2 ผู้สอบจะได้อ่านประโยคสั้นๆ และตอบคำถามโดยการบรรยาย หรือแสดงความคิดเห็นอย่างมีเหตุผลจากสิ่งที่ได้อ่าน โดยต้องเขียนอย่างน้อย 300 คำ ในเวลา 30 นาที

สำหรับการสมัคร TOEFL iBT แบบออนไลน์ เป็นการสมัครสอบที่รวดเร็ว และประหยัดที่สุด ค่าสอบ TOEFL ประมาณ140 เหรียญ หรือ ห้าพันกว่าบาท  สมัครสอบได้ที่ www.est.org/toefl 
 ตารางเทียบผล TOEFL และ IELTS
 
IBT  TOEFL
CBT TOEFL
TOEFL 
Paper based
IELTS 
0 - 8
0 - 30
0 - 310
0 - 1
9 - 18
33 - 60
310 - 343
1 - 1.5
19 - 29
63 - 90
347 - 393
2 - 2.5
30 - 40
93 - 120
397 - 433
3 - 3.5
41 - 52
123 - 150
437 - 473
4
53 - 64
153 - 180
477 - 510
4.5 - 5
65 - 78
183 - 210
513 - 547
5.5 - 6
79 - 95
213 - 240
550 - 587
6.5 - 7
96 - 110
243 - 270
590 - 637
7.5 - 8
111 - 120
273 - 300
640 - 677
8.5 - 9
คะแนนเต็ม
คะแนนเต็ม
คะแนนเต็ม
คะแนนเต็ม
120
300
677
9

GMAT คืออะไร
The Graduate Management Admission Test หรือ GMAT คือ การประเมินผลทางด้านภาษาอังกฤษที่ช่วยให้ทางสถาบันการศึกษาที่เกี่ยวเนื่องกับทางด้านธุรกิจ ในการประเมินคุณสมบัติของผู้สมัครเรียนในสาขาธุรกิจและการจัดการ (Business & Management) สถาบันการศึกษาใช้ผลสอบนี้เป็นเกณฑ์วัดเพื่อเข้าศึกษาในหลักสูตรทางด้าน MBA หรือในหลักสูตรระดับสูงกว่าปริญญาตรี ที่เกี่ยวเนื่องกับการจัดการ (Management)
เกณฑ์การวัดผลสอบ GMAT
เกณฑ์การสอบ GMAT จะเน้นความรู้พื้นฐานทางด้านภาษา (Basic Verbal), คณิตศาสตร์ (Mathematical) และทักษะด้านการเขียนวิเคราะห์ (Analytical Writing)

โครงสร้างและระยะเวลา
การสอบ GMAT ประกอบด้วย 3 ส่วนหลักคือ
- Analytical Writing Assessment หรือ ทักษะการเขียนวิเคราะห์ข้อสอบ GMAT จะเริ่มจาก Analytical Writing Assessment (AWA) แบ่งออกป็น 2 หัวข้อคือ Analysis of Issue (การเขียนวิเคราะห์ประเด็น) และ Analysis of Argument (การเขียนวิเคราะห์การตอบโต้) เวลาสอบ 30 นาทีต่อ 1 หัวข้อ
- Quantitative Section หรือ การทดสอบทักษะในการวิเคราะห์เชิงเหตุผล ในส่วนนี้ประกอบด้วย ข้อสอบปรนัย (multiple-choices) จำนวน 37 ข้อ ซึ่งแบ่งออกเป็นคำถาม 2 แบบคือ Data Sufficiency (การวิเคราะห์ความเพียงพอของข้อมูล) และ Problem Solving (การแก้ไขปัญหาโจทย์) ใช้เวลาสอบ 75 นาที ในส่วนนี้
- Verbal Section หรือ การทดสอบความสามารถทางภาษา ส่วนนี้ประกอบด้วย ข้อสอบปรนัย จำนวน 41 ข้อ แบ่งออกเป็นคำถาม 3 แบบคือ Reading Comprehension (การอ่านสรุปใจความ), Critical Reasoning (การวิเคราะห์เหตุผล), Sentence Correction (การแก้ไขประโยค) ใช้เวลาสอบ 75 นาที
(แปลและอ้างอิงข้อมูลจาก 
http://www.gmat.org )
GRE คืออะไรGraduate Record Examination หรือ GRE แบ่งออกเป็นสองส่วน คือ GRE General Test และ GRE Subject Test
GRE General Test เป็นการสอบ เพื่อวัดทักษะของผู้สอบที่มีอยู่ โดยวัดออกมา ในรูปของคะแนนของความสามารถทางภาษา (Verbal Reasoning) การคำนวณ (Quantitative Reasoning), ความสามารถในการคิดเชิงวิเคราะห์ (Critical Thinking) และการเขียนในเชิงวิเคราะห์ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับความรู้สาขาวิชาใดๆเป็นพิเศษ
เนื้อหาการสอบประกอบด้วย Verbal Reasoning – ทดสอบทักษะและความสามารถผู้สอบในด้าน
- วิเคราะห์และประเมินบทความ ความสามารถในการหาข้อสรุป
- วิเคราะห์ความสัมพันธ์ส่วนต่างๆของประโยค
- เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างคำและความคิด

Quantitative Reasoning – ทดสอบทักษะและความสามารถผู้สอบในด้าน
- เข้าใจแนวคิดพื้นฐานด้านคณิตศาสตร์ พีชคณิต เรขาคณิต และการวิเคราะห์ข้อมูล
- การวิเคราะห์เหตุผล
- การแก้ปัญหาเชิงวิเคราะห์

Analytical Writing – ทดสอบทักษะและความสามารถผู้สอบในด้าน
- แสดงความคิดได้ชัดเจนและมีประสิทธิผล
- พินิจพิจารณาข้ออ้างและหลักฐานประกอบ
- การสนับสนุนความคิดโดยการใช้เหุตผลและตัวอย่างที่เกี่ยวข้อง
- โต้ตอบโดยการเหตุผลอย่างสอดคล้อง
- สามารถใช้องค์ประกอบต่างๆของภาษาอย่างถูกต้อง
สำหรับผู้ต้องการเรียนต่อในระดับสูงกว่าปริญญาตรี ต้องสอบ General Test คะแนนจะใช้ในการพิจารณาการเข้าศึกษาในมหาวิทยาลัยพร้อมกับผลการศึกษาในระดับปริญญาตรีและเอกสารอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง คะแนนจะเป็นถูกใช้เป็นมาตรฐานในการเปรียบเทียบคุณสมบัติของผู้สมัครและช่วยในการประเมินผลการศึกษาและหนังสือรับรอง

GRE Subject Test เป็นการวัดผลความรู้ระดับปริญญาตรีใน วิชาเฉพาะด้านจำนวน 8 สาขาวิชา และสามารถช่วยประเมินความสามารถของผู้สมัครว่ามีคุณสมบัติเพียงพอในการเรียนระดับปริญญาโท และปริญญาเอก (Graduate School) ในส่วนของข้อสอบ GRE Subject Test เหมาะสำหรับนักเรียนที่จบหรือมีพื้นฐานความรู้เฉพาะด้านได้แก่
Biochemistry, Cell Molecular Biology
Biology
Chemistry
Computer Science
Literature in English
Mathematics
Physics
Psychology

การสอบเฉพาะวิชาสาขา (Subject Test) เป็นการสอบ เพื่อวัดความรู้ของผู้สอบที่มีอยู่ในวิชาต่างๆ 8 สาขา และสามารถการคาดการณ์ความสำเร็จในการศึกษาระดับปริญญาโทระดับระดับปริญญาเอก
สำหรับผู้ต้องการเรียนต่อในระดับสูงกว่าปริญญาตรี ต้องสอบ Subject Test คะแนนจะใช้ในการพิจารณาการเข้าศึกษาในมหาวิทยาลัยพร้อมกับผลการศึกษาในระดับปริญญาตรีและเอกสารอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง คะแนนจะเป็นถูกใช้เป็นมาตรฐานในการเปรียบเทียบคุณสมบัติของผู้สมัครและช่วยในการประเมินผลการศึกษาและหนังสือรับรอง และสามารถประเมินจุดอ่อนและจุดแข็งของนักเรียนซึ่งอาจยังสามารถใช้เป็นแนวทางในการจัดหาที่เรียนในอนาคต
ข้อสอบ Subject Test จะมีศูนย์สอบ Paper-based test ทั่วโลก และเปิดสอบ 3 ครั้งต่อปี คือ พฤศจิกายน ธันวาคม และ พฤษภาคม  
(แปลอ้างอิงข้อมูลจาก http://www.gre.org )